เพิ่มแต้มต่อให้ธุรกิจด้วย CRM

เวลาไปซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Tops supermarket ,เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี ตอนจ่ายเงินทุกครั้งแคชเชียร์จะถามก่อนที่จะเริ่มคิดเงินทุกครั้งว่า “ขอหมายเลขสมาชิกด้วยค่ะ” ซึ่งก็คือหมายเลขโทรศัพท์ที่ลูกค้าได้ทำการผูกไว้กับหมายเลขสมาชิกไว้ พอลูกค้าแจ้งเบอร์ให้กับพนักงาน ระบบจะทำการบันทึกข้อมูลการใช้จ่ายของลูกค้าแต่ละคนเก็บเอาไว้ และสะสมแต้ม เพื่อให้ลูกค้านำไปแลกเป็นเงินสด หรือแลกเป็นของรางวัลอื่นๆ ตามรายการส่งเสริมการขาย ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างนำการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน แล้วซูเปอร์มาร์เก็ต หรือธุรกิจต่างๆสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้มาทำอะไรเพื่อต่อยอดธุรกิจได้บ้าง วันนี้เรามาหาคำตอบกันเรื่อง CRM กันค่ะ

CRM (Customer relationship management) เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ทั้งกับลูกค้าปัจจุบัน เพื่อทำให้ลูกค้าที่เคยใช้สินค้า/บริการ กลับมาซื้อสินค้าซ้ำอีก รวมถึงเกิดการบอกต่อสินค้าให้กับกลุ่มเพื่อน และคนที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้า (Potential customers) เพื่อช่วยกระตุ้นทำให้ลูกค้าตัดสินใจสั่งซื้อได้เร็วยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่เข้ามาช่วยทำให้การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

การบริหารความสัมพันธ์เริ่มตั้งแต่การรู้จักลูกค้า รู้ว่าลูกค้าเป็นใคร ชอบและไม่ชอบอะไร พฤติกรรมการใช้จ่าย รวมถึงการเก็บข้อมูลโอกาสในการขายต่างๆ เช่น ลูกค้าที่สอบถามข้อมูลเข้ามาไม่ว่าจะในช่องทางใดแสดงว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสที่จะใช้สินค้า สามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้เพื่อใช้ในการติดตามขายต่อไปได้

โดย CRM หรือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าสามารถนำมาประยุกต์ได้ในหลายมิติ ทั้งในแง่ของการตลาด การขาย และการให้บริการ

  • การตลาด : เป็นสิ่งที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันกันมากที่สุด เริ่มตั้งแต่การสมัครเป็นสมาชิกของร้านค้า หรือแบรนด์ต่างๆ ทำให้ร้านค้า/แบรนด์ สามารถรู้ได้ว่าลูกค้าเป็นใคร ชอบอะไร ซื้ออะไรเป็นประจำ เพื่อนำมาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ และนำมาจัดทำเป็นแคมเปญ หรือโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้า/บริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเก็บข้อมูลลูกค้าบน Social media ต่างๆ ว่าลูกค้าพูดถึงสินค้าเราอย่างไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลนั้นนำมาพัฒนาในการทำการตลาดต่อไป
  • การขาย : สำหรับธุรกิจ B2B (Business-to-Business) การที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าจะใช้เวลานานกว่าธุรกิจ B2C (Business-to-customers) เนื่องจากสินค้า B2B ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้า High-involvement (สินค้าที่มีความซับซ้อน และต้องอาศัยการตัดสินใจจากหลายฝ่ายในองค์กร) การมีระบบการจัดการข้อมูลที่ดี ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในองค์กร โดยเฉพาะฝ่ายขายสามารถทราบได้ว่าแต่ละงานอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว เพื่อที่ใช้ในการติดตามงาน จนสามารถปิดการขายได้ในที่สุด
  • การบริการ : เวลาที่ลูกค้าต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถนำระบบมาช่วยในการจัดการได้ว่าคำถามไหนที่ลูกค้าสอบถามมาบ่อยๆ และสามารถเก็บข้อมูลได้ว่าลูกค้าคนนี้เคยติดต่อเข้ามาสอบถามเรื่องอะไร ได้รับการแก้ไขแล้วหรือยัง เพื่อทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุดเมื่อติดต่อเข้ามา

ในยุคปัจจุบันที่ลูกค้ามีทางเลือกมากมาย สามารถสั่งซื้อทุกอย่างได้เพียงปลายนิ้ว CRM จะมาช่วยเพิ่ม Switching cost ให้กับธุรกิจ ทำให้สามารถรักษากลุ่มลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้า/บริการอย่างต่อเนื่อง CRM จึงเหมาะกับทุกธุรกิจที่ต้องการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า  โดยแต่ละธุรกิจสามารถเลือกวิธีการทำ CRM ไปใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละธุรกิจ โดยการพัฒนาระบบ CRM บริษัทสามารถพัฒนาระบบขึ้นเอง (In-house) หรือใช้เลือกใช้โปรแกรม CRM สำเร็จรูปที่มีให้เลือกใช้ เช่น Salesforce, Hubspot เป็นต้น โดยทาง Egg digital มีบริการพัฒนา CRM Platform เพื่อใช้ในการเพิ่ม engagement ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

การนำ CRM หรือการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้ามาใช้ในธุรกิจ ทำให้ธุรกิจสามารถจัดการข้อมูลลูกค้าได้อย่างเป็นระบบ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในทำการตลาด การขาย และการบริการลูกค้า  ตอบโจทย์การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและเกิดการบอกต่อ ส่งผลทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

Source :

  • https://financesonline.com/list-10-best-crm-software-tools/
  • https://contentshifu.com/introduction-to-inbound-marketing/
  • https://contentshifu.com/b2b-b2c-content-marketing-guide/

Contact us :

  • Website : https://www.eggdigital.com/th/
  • Line@ : @eggdigital
  • Tel : 02-020-2364

 

3 กลยุทธ์โปรโมชั่น ที่ทำได้มากกว่าลดราคา

กลยุทธ์การทำโปรโมชั่นที่มีมากกว่าแค่ลดราคา

ในเทศกาลแห่งการลดราคากลางปี หรือ MID-YEAR Sales แทบทุกแบรนด์ ต่างนำสินค้ามาลดราคา นอกจากเป็นการเคลียร์สินค้าในลอตต่างๆ เพื่อเติมเข้าสินค้าตัวใหม่แล้ว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสินค้าของลูกค้าอีกด้วย แต่หากมองถึงช่วงเวลาที่ไม่ใช่การลดราคาครั้งใหญ่ ในมุมของแบรนด์จะมีวิธีในการทำโปรโมชั่นอย่างไรได้บ้าง ที่ไม่ต้องลดราคาตลอดเวลาจนคุณค่าของแบรนด์เสียไป แต่ยังทำให้ดึงดูดลูกค้าได้สม่ำเสมอ

บทความนี้จะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับกลยุทธ์หลายๆ แบบในการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ที่มากกว่าแค่วิธีการลดราคาสินค้า และรับรองว่าสามารถนำไปใช้ได้จริง อ่านจบแล้วเตรียมโปรโมชั่นหน้าได้เลย

1) ให้คูปองรับสิทธิพิเศษ


จากเดิมที่เคยมีการแจกคูปองให้กับลูกค้าผ่านการแนบไปกับสินค้า หรือว่าตามหนังสือนิตยสาร วันนี้ช่องทางในการให้โปรโมชั่นรูปแบบนี้มีหลากหลายมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะทางออนไลน์ คุณสามารถให้คูปองกับลูกค้าโดยการทำแคมเปญง่ายๆ ผ่านการแอด Line หรือ Facebook แล้วร่วมกิจกรมม เช่น แอด Line และร่วมสนุกกับแคมเปญที่มีการให้ข้อมูลเบื้องต้นและได้รับคูปองสิทธิพิเศษทันที นอกจากคุณจะได้ให้คูปองส่วนลดแล้ว ยังเป็นการสร้างชุมชนของลูกค้าเพื่อให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อไปอีกด้วย


2)
ให้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ หรือให้ทดลองใช้สินค้า บริการ ฟรี

แทนการให้ส่วนลด คุณสามารถให้ตัวอย่างสินค้าหรือมอบการบริการเพิ่มเติมให้กับลูกค้า เพื่อได้ทดลองใช้ เพื่อได้รับประสบการณ์ก่อนใช้บริการ หรือซื้อสินค้าจริง เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ของคุณ ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ของคุณได้ง่ายขึ้น และเป็นการเพิ่มโอกาสในการที่คุณจะสามารถขายสินค้าหรือบริการของคุณได้ในอนาคต

3) ให้ของรางวัล

ให้ลูกค้าได้รับรางวัลบางอย่าง เช่น ทองคำ เงินรางวัล ตั๋วเดินทาง หรือสินค้าจากแบรนด์ โดยการที่ลูกค้าจะได้รับของรางวัลนั้นๆ มาจากการร่วมสนุกลุ้นรางวัล เช่น ซื้อสินค้า ใช้บริการที่ร้าน และส่งใบเสร็จ, sms, รหัสต่างๆ มาเพื่อร่วมสนุก และรอลุ้นรางวัลเมื่อจบกิจกรรม
การทำโปรโมชั่นลักษณะนี้ เป็นการช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการ และเพิ่มยอดการรับรู้ของแบรนด์ให้สูงขึ้นอีกด้วย เพราะการทำแคมเปญที่มีของรางวัลกระตุ้นช่วยให้ลูกค้าสนใจและบอกต่อได้ในเวลาอันรวดเร็ว

นี่คือตัวอย่าง 3 กลยุทธ์ที่แบรนด์สามารถทำโปรโมชั่นได้มากกว่าแค่การลดราคสินค้าเพียงอย่างเดียว หากจะทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายครั้งหน้า ก็ลองนำไปปรับกลยุทธ์คุณให้น่าสนใจขึ้นกว่าเดิม

================

สำหรับ Egg Digital เองเราก็มี platform ที่ช่วยให้คุณทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายได้สะดวก ง่าย และเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสนใจทำแคมเปญให้ตอบโจทย์แบรนด์ของคุณ ไม่ว่าธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ สามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการบริการและเครื่องมือการตลาดได้ที่

Website: https://www.eggdigital.com/th/services/ultra-code/

LINE: @eggdigital

E-mail: eggdigital@ascendcorp.com

Call center: 02-020-2364

อนาคตของเทรนด์ Mobile Marketing

เมื่อกล่าวถึงอนาคตของอุตสาหกรรมการตลาดผ่าน Mobile หากเปรียบเทียบกับการตลาดเมื่อก่อนนั้นจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นถึงเทคนิคและกลยุทธ์ต่างๆ ของการตลาดแบบ Mobile Marketing ที่ควรจะเป็นในปี 2018 และอนาคต ทั้งนี้มาดู 5 ข้อมูลที่จะเป็นไอเดียให้นักการตลาด Mobile ในการปรับกลยุทธ์การวางแผนการตลาดต่อไป

1.เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนักการตลาดให้คุณค่ากับการส่งข้อความแบบอัติโนมัติ (SMS Automation) โดยให้ระบบ AI ทำหน้าที่จัดการรับ-ส่งข้อมูลไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกต้องและเจาะจง ผ่านวิธีการจัดเก็บข้อมูลที่ละเอียดและมีประสิทธิภาพเพื่อสามารถนำไปทำกลยุทธ์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้อย่างถูกต้องและตรงกับความต้องการได้ นอกจากนี้ระบบ AI ยังมีช่องว่างและเวลาในการพัฒนาอย่างต่อเนืองเพื่อเข้าใจระบบความคิดและการตัดสินใจของมนุษย์ และ การตลาดแบบ SMS Markeitng ยังมีประสิทธภาพอย่างมากและเจาะกลุ่มเป้าหมายได้กว้างในราคาต่ำ

2. การเพิ่ม BOT เพื่อช่วยรองรับการทำงานบางอย่างแทนคนBOT เป็นรูปแบบของระบบการทำงานที่ถูกโปรแกรมไว้ตามคำสั่งต่างๆ เพื่อให้สามารถทำงานตามคำสั่งได้ อย่างที่เห็นได้จาก Siri ของ Apple หรือ Cortana ของ Microsoft ที่ช่วยให้บริการและทำงานตามคำสั่งของผู้ใช้งาน ระบบ BOT เหล่านี้ถูกพัฒนามากขึ้นจากการเรียนรู้ และเชื่อมต่อกับ internet 24/7 ดังนั้นในอนาคดมีโอกาสสูงมากที่ BOT จะถูกนำมาช่วยในการตลาด เช่น การแจ้งรายละเอียดโปรโมชั่น, แจ้งเตือนกิจกรรม อีเว้นท์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เป็นต้น

 

3. การค้นหาผ่านเสียง40% ของผู้ใช้งานมีการค้นหาผ่านเสียงหนึ่งครั้งต่อวัน โดย Google ได้ทำการเก็บข้อมูลและพบกว่า 20% ของการค้นหาข้อมูลมาจากการใช้เสียง และจากมุมมองนี้เราจะเห็นได้จาก Amazon Alexa และ Google Home ที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการนำระบบการค้นหาแบบการใช้เสียงมาอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน

 

4.การโหลดข้อมูลในเว็บไซต์ที่รวดเร็วขึ้นปัจจุบันเว็บไซต์ยังคงสำคัญสำหรับธุรกิจต่างๆ อยู่อย่างมากที่เดียว เพราะข้อมูลหลักสำคัญของธุรกิจ ทั้งสารจากแบรนด์และข้อมูลสินค้า ถูกแสดงที่เว็บไซต์เพื่อตอบสนองการค้นหาข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นความเร็วในการโหลดข้อมูลขึ้นมาแสดงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเร็วและถูกต้อง เพื่อไม่พลากโอกาสในการรักษากลุ่มเป้าหมายที่ค้นหาแล้วสนใจเข้ามาศึกษาข้อมูลต่อไป การสร้าง UX ที่ใช้งานง่ายและรวดเร็ว เป็นสิ่งพื้นฐานแต่สำคัญที่สุดในการที่จะสำเร็จหรือไม่ของ Mobile Marketing [DoubleClick’s พบว่า 53% ของกลุ่มเป้าจะไม่สนใจที่จะเข้าเว็บนั้นๆ อีก หากเว็บไซต์ใตมีการโหลดข้อมูลขึ้นมาช้ากว่า 3 วินาที]

 

5.โฆษณาผ่านมือถือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก ผ่านช่องทางที่มีการเติบโตของฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่องแบบ Facebook และ LinkedIn เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ดี แต่สิ่งที่ต้องดูต่อไปในการทำกลยุทธ์การตลาดในปีต่อๆ ไปคือ การเชื่อมต่อการตลาดทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อที่มากขึ้นกว่าการแยกช่องทางการตลาด ซึ่งนักการตลาดยุคดิจิตัลเข้าใจว่าอนาคตของการค้นหาคือภาพไม่ใช่ keyword เทคโนโลยีในรูปแบบของการมองเห็นเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสาร ด้วยความซับซ้อนและความฉลาดของระบบ AI และการเรียนรู้ของระบบเครื่องกล

สรุปแล้วเมื่อทุกๆ แบรนด์ต้องการที่จะได้รับยอดขายที่สูงขึ้นและเดิบโตอย่างรวดเร็ว ในการที่จะทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จและได้รับผลตอบรับที่ดี สิ่งสำคัญคือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องด้วยข้อความที่ถูกต้องผ่านช่องทางและเวลาที่ใช่ หลักการนี้จะช่วยทำให้การทำงานและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดและตอบโจทย์มากขึ้น