เพิ่มแต้มต่อให้ธุรกิจด้วย CRM

เวลาไปซื้อของตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Tops supermarket ,เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี ตอนจ่ายเงินทุกครั้งแคชเชียร์จะถามก่อนที่จะเริ่มคิดเงินทุกครั้งว่า “ขอหมายเลขสมาชิกด้วยค่ะ” ซึ่งก็คือหมายเลขโทรศัพท์ที่ลูกค้าได้ทำการผูกไว้กับหมายเลขสมาชิกไว้ พอลูกค้าแจ้งเบอร์ให้กับพนักงาน ระบบจะทำการบันทึกข้อมูลการใช้จ่ายของลูกค้าแต่ละคนเก็บเอาไว้ และสะสมแต้ม เพื่อให้ลูกค้านำไปแลกเป็นเงินสด หรือแลกเป็นของรางวัลอื่นๆ ตามรายการส่งเสริมการขาย ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างนำการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM ที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน แล้วซูเปอร์มาร์เก็ต หรือธุรกิจต่างๆสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้มาทำอะไรเพื่อต่อยอดธุรกิจได้บ้าง วันนี้เรามาหาคำตอบกันเรื่อง CRM กันค่ะ

CRM (Customer relationship management) เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ทั้งกับลูกค้าปัจจุบัน เพื่อทำให้ลูกค้าที่เคยใช้สินค้า/บริการ กลับมาซื้อสินค้าซ้ำอีก รวมถึงเกิดการบอกต่อสินค้าให้กับกลุ่มเพื่อน และคนที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้า (Potential customers) เพื่อช่วยกระตุ้นทำให้ลูกค้าตัดสินใจสั่งซื้อได้เร็วยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่เข้ามาช่วยทำให้การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

การบริหารความสัมพันธ์เริ่มตั้งแต่การรู้จักลูกค้า รู้ว่าลูกค้าเป็นใคร ชอบและไม่ชอบอะไร พฤติกรรมการใช้จ่าย รวมถึงการเก็บข้อมูลโอกาสในการขายต่างๆ เช่น ลูกค้าที่สอบถามข้อมูลเข้ามาไม่ว่าจะในช่องทางใดแสดงว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสที่จะใช้สินค้า สามารถเก็บข้อมูลเหล่านี้เพื่อใช้ในการติดตามขายต่อไปได้

โดย CRM หรือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าสามารถนำมาประยุกต์ได้ในหลายมิติ ทั้งในแง่ของการตลาด การขาย และการให้บริการ

  • การตลาด : เป็นสิ่งที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันกันมากที่สุด เริ่มตั้งแต่การสมัครเป็นสมาชิกของร้านค้า หรือแบรนด์ต่างๆ ทำให้ร้านค้า/แบรนด์ สามารถรู้ได้ว่าลูกค้าเป็นใคร ชอบอะไร ซื้ออะไรเป็นประจำ เพื่อนำมาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ และนำมาจัดทำเป็นแคมเปญ หรือโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้า/บริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเก็บข้อมูลลูกค้าบน Social media ต่างๆ ว่าลูกค้าพูดถึงสินค้าเราอย่างไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลนั้นนำมาพัฒนาในการทำการตลาดต่อไป
  • การขาย : สำหรับธุรกิจ B2B (Business-to-Business) การที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าจะใช้เวลานานกว่าธุรกิจ B2C (Business-to-customers) เนื่องจากสินค้า B2B ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้า High-involvement (สินค้าที่มีความซับซ้อน และต้องอาศัยการตัดสินใจจากหลายฝ่ายในองค์กร) การมีระบบการจัดการข้อมูลที่ดี ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในองค์กร โดยเฉพาะฝ่ายขายสามารถทราบได้ว่าแต่ละงานอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว เพื่อที่ใช้ในการติดตามงาน จนสามารถปิดการขายได้ในที่สุด
  • การบริการ : เวลาที่ลูกค้าต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถนำระบบมาช่วยในการจัดการได้ว่าคำถามไหนที่ลูกค้าสอบถามมาบ่อยๆ และสามารถเก็บข้อมูลได้ว่าลูกค้าคนนี้เคยติดต่อเข้ามาสอบถามเรื่องอะไร ได้รับการแก้ไขแล้วหรือยัง เพื่อทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุดเมื่อติดต่อเข้ามา

ในยุคปัจจุบันที่ลูกค้ามีทางเลือกมากมาย สามารถสั่งซื้อทุกอย่างได้เพียงปลายนิ้ว CRM จะมาช่วยเพิ่ม Switching cost ให้กับธุรกิจ ทำให้สามารถรักษากลุ่มลูกค้าให้กลับมาซื้อสินค้า/บริการอย่างต่อเนื่อง CRM จึงเหมาะกับทุกธุรกิจที่ต้องการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า  โดยแต่ละธุรกิจสามารถเลือกวิธีการทำ CRM ไปใช้ให้เหมาะกับบริบทของแต่ละธุรกิจ โดยการพัฒนาระบบ CRM บริษัทสามารถพัฒนาระบบขึ้นเอง (In-house) หรือใช้เลือกใช้โปรแกรม CRM สำเร็จรูปที่มีให้เลือกใช้ เช่น Salesforce, Hubspot เป็นต้น โดยทาง Egg digital มีบริการพัฒนา CRM Platform เพื่อใช้ในการเพิ่ม engagement ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

การนำ CRM หรือการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้ามาใช้ในธุรกิจ ทำให้ธุรกิจสามารถจัดการข้อมูลลูกค้าได้อย่างเป็นระบบ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในทำการตลาด การขาย และการบริการลูกค้า  ตอบโจทย์การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและเกิดการบอกต่อ ส่งผลทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

Source :

  • https://financesonline.com/list-10-best-crm-software-tools/
  • https://contentshifu.com/introduction-to-inbound-marketing/
  • https://contentshifu.com/b2b-b2c-content-marketing-guide/

Contact us :

  • Website : https://www.eggdigital.com/th/
  • Line@ : @eggdigital
  • Tel : 02-020-2364

 

3 กลยุทธ์โปรโมชั่น ที่ทำได้มากกว่าลดราคา

กลยุทธ์การทำโปรโมชั่นที่มีมากกว่าแค่ลดราคา

ในเทศกาลแห่งการลดราคากลางปี หรือ MID-YEAR Sales แทบทุกแบรนด์ ต่างนำสินค้ามาลดราคา นอกจากเป็นการเคลียร์สินค้าในลอตต่างๆ เพื่อเติมเข้าสินค้าตัวใหม่แล้ว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสินค้าของลูกค้าอีกด้วย แต่หากมองถึงช่วงเวลาที่ไม่ใช่การลดราคาครั้งใหญ่ ในมุมของแบรนด์จะมีวิธีในการทำโปรโมชั่นอย่างไรได้บ้าง ที่ไม่ต้องลดราคาตลอดเวลาจนคุณค่าของแบรนด์เสียไป แต่ยังทำให้ดึงดูดลูกค้าได้สม่ำเสมอ

บทความนี้จะแนะนำให้คุณได้รู้จักกับกลยุทธ์หลายๆ แบบในการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ที่มากกว่าแค่วิธีการลดราคาสินค้า และรับรองว่าสามารถนำไปใช้ได้จริง อ่านจบแล้วเตรียมโปรโมชั่นหน้าได้เลย

1) ให้คูปองรับสิทธิพิเศษ


จากเดิมที่เคยมีการแจกคูปองให้กับลูกค้าผ่านการแนบไปกับสินค้า หรือว่าตามหนังสือนิตยสาร วันนี้ช่องทางในการให้โปรโมชั่นรูปแบบนี้มีหลากหลายมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะทางออนไลน์ คุณสามารถให้คูปองกับลูกค้าโดยการทำแคมเปญง่ายๆ ผ่านการแอด Line หรือ Facebook แล้วร่วมกิจกรมม เช่น แอด Line และร่วมสนุกกับแคมเปญที่มีการให้ข้อมูลเบื้องต้นและได้รับคูปองสิทธิพิเศษทันที นอกจากคุณจะได้ให้คูปองส่วนลดแล้ว ยังเป็นการสร้างชุมชนของลูกค้าเพื่อให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นที่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อไปอีกด้วย


2)
ให้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ หรือให้ทดลองใช้สินค้า บริการ ฟรี

แทนการให้ส่วนลด คุณสามารถให้ตัวอย่างสินค้าหรือมอบการบริการเพิ่มเติมให้กับลูกค้า เพื่อได้ทดลองใช้ เพื่อได้รับประสบการณ์ก่อนใช้บริการ หรือซื้อสินค้าจริง เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ของคุณ ทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ของคุณได้ง่ายขึ้น และเป็นการเพิ่มโอกาสในการที่คุณจะสามารถขายสินค้าหรือบริการของคุณได้ในอนาคต

3) ให้ของรางวัล

ให้ลูกค้าได้รับรางวัลบางอย่าง เช่น ทองคำ เงินรางวัล ตั๋วเดินทาง หรือสินค้าจากแบรนด์ โดยการที่ลูกค้าจะได้รับของรางวัลนั้นๆ มาจากการร่วมสนุกลุ้นรางวัล เช่น ซื้อสินค้า ใช้บริการที่ร้าน และส่งใบเสร็จ, sms, รหัสต่างๆ มาเพื่อร่วมสนุก และรอลุ้นรางวัลเมื่อจบกิจกรรม
การทำโปรโมชั่นลักษณะนี้ เป็นการช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการ และเพิ่มยอดการรับรู้ของแบรนด์ให้สูงขึ้นอีกด้วย เพราะการทำแคมเปญที่มีของรางวัลกระตุ้นช่วยให้ลูกค้าสนใจและบอกต่อได้ในเวลาอันรวดเร็ว

นี่คือตัวอย่าง 3 กลยุทธ์ที่แบรนด์สามารถทำโปรโมชั่นได้มากกว่าแค่การลดราคสินค้าเพียงอย่างเดียว หากจะทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายครั้งหน้า ก็ลองนำไปปรับกลยุทธ์คุณให้น่าสนใจขึ้นกว่าเดิม

================

สำหรับ Egg Digital เองเราก็มี platform ที่ช่วยให้คุณทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายได้สะดวก ง่าย และเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสนใจทำแคมเปญให้ตอบโจทย์แบรนด์ของคุณ ไม่ว่าธุรกิจขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ สามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการบริการและเครื่องมือการตลาดได้ที่

Website: https://www.eggdigital.com/th/services/ultra-code/

LINE: @eggdigital

E-mail: eggdigital@ascendcorp.com

Call center: 02-020-2364

อนาคตของเทรนด์ Mobile Marketing

เมื่อกล่าวถึงอนาคตของอุตสาหกรรมการตลาดผ่าน Mobile หากเปรียบเทียบกับการตลาดเมื่อก่อนนั้นจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นถึงเทคนิคและกลยุทธ์ต่างๆ ของการตลาดแบบ Mobile Marketing ที่ควรจะเป็นในปี 2018 และอนาคต ทั้งนี้มาดู 5 ข้อมูลที่จะเป็นไอเดียให้นักการตลาด Mobile ในการปรับกลยุทธ์การวางแผนการตลาดต่อไป

1.เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนักการตลาดให้คุณค่ากับการส่งข้อความแบบอัติโนมัติ (SMS Automation) โดยให้ระบบ AI ทำหน้าที่จัดการรับ-ส่งข้อมูลไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างถูกต้องและเจาะจง ผ่านวิธีการจัดเก็บข้อมูลที่ละเอียดและมีประสิทธิภาพเพื่อสามารถนำไปทำกลยุทธ์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้อย่างถูกต้องและตรงกับความต้องการได้ นอกจากนี้ระบบ AI ยังมีช่องว่างและเวลาในการพัฒนาอย่างต่อเนืองเพื่อเข้าใจระบบความคิดและการตัดสินใจของมนุษย์ และ การตลาดแบบ SMS Markeitng ยังมีประสิทธภาพอย่างมากและเจาะกลุ่มเป้าหมายได้กว้างในราคาต่ำ

2. การเพิ่ม BOT เพื่อช่วยรองรับการทำงานบางอย่างแทนคนBOT เป็นรูปแบบของระบบการทำงานที่ถูกโปรแกรมไว้ตามคำสั่งต่างๆ เพื่อให้สามารถทำงานตามคำสั่งได้ อย่างที่เห็นได้จาก Siri ของ Apple หรือ Cortana ของ Microsoft ที่ช่วยให้บริการและทำงานตามคำสั่งของผู้ใช้งาน ระบบ BOT เหล่านี้ถูกพัฒนามากขึ้นจากการเรียนรู้ และเชื่อมต่อกับ internet 24/7 ดังนั้นในอนาคดมีโอกาสสูงมากที่ BOT จะถูกนำมาช่วยในการตลาด เช่น การแจ้งรายละเอียดโปรโมชั่น, แจ้งเตือนกิจกรรม อีเว้นท์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เป็นต้น

 

3. การค้นหาผ่านเสียง40% ของผู้ใช้งานมีการค้นหาผ่านเสียงหนึ่งครั้งต่อวัน โดย Google ได้ทำการเก็บข้อมูลและพบกว่า 20% ของการค้นหาข้อมูลมาจากการใช้เสียง และจากมุมมองนี้เราจะเห็นได้จาก Amazon Alexa และ Google Home ที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการนำระบบการค้นหาแบบการใช้เสียงมาอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน

 

4.การโหลดข้อมูลในเว็บไซต์ที่รวดเร็วขึ้นปัจจุบันเว็บไซต์ยังคงสำคัญสำหรับธุรกิจต่างๆ อยู่อย่างมากที่เดียว เพราะข้อมูลหลักสำคัญของธุรกิจ ทั้งสารจากแบรนด์และข้อมูลสินค้า ถูกแสดงที่เว็บไซต์เพื่อตอบสนองการค้นหาข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นความเร็วในการโหลดข้อมูลขึ้นมาแสดงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเร็วและถูกต้อง เพื่อไม่พลากโอกาสในการรักษากลุ่มเป้าหมายที่ค้นหาแล้วสนใจเข้ามาศึกษาข้อมูลต่อไป การสร้าง UX ที่ใช้งานง่ายและรวดเร็ว เป็นสิ่งพื้นฐานแต่สำคัญที่สุดในการที่จะสำเร็จหรือไม่ของ Mobile Marketing [DoubleClick’s พบว่า 53% ของกลุ่มเป้าจะไม่สนใจที่จะเข้าเว็บนั้นๆ อีก หากเว็บไซต์ใตมีการโหลดข้อมูลขึ้นมาช้ากว่า 3 วินาที]

 

5.โฆษณาผ่านมือถือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก ผ่านช่องทางที่มีการเติบโตของฐานข้อมูลอย่างต่อเนื่องแบบ Facebook และ LinkedIn เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ดี แต่สิ่งที่ต้องดูต่อไปในการทำกลยุทธ์การตลาดในปีต่อๆ ไปคือ การเชื่อมต่อการตลาดทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อที่มากขึ้นกว่าการแยกช่องทางการตลาด ซึ่งนักการตลาดยุคดิจิตัลเข้าใจว่าอนาคตของการค้นหาคือภาพไม่ใช่ keyword เทคโนโลยีในรูปแบบของการมองเห็นเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสาร ด้วยความซับซ้อนและความฉลาดของระบบ AI และการเรียนรู้ของระบบเครื่องกล

สรุปแล้วเมื่อทุกๆ แบรนด์ต้องการที่จะได้รับยอดขายที่สูงขึ้นและเดิบโตอย่างรวดเร็ว ในการที่จะทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จและได้รับผลตอบรับที่ดี สิ่งสำคัญคือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องด้วยข้อความที่ถูกต้องผ่านช่องทางและเวลาที่ใช่ หลักการนี้จะช่วยทำให้การทำงานและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดและตอบโจทย์มากขึ้น

กลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีก : ก้าวต่อไปของการตลาดแบบ Omni - Channel

กลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีก : ก้าวต่อไปของการตลาดแบบ Omni- Channel

ใครว่าธุรกิจค้าปลีกกำลังจะล่มสลาย? ความจริงแค่เปลี่ยนสู่ออนไลน์มากขึ้น ไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าสิ่งที่เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คือ โทรศัพท์มือถือ ทั้งการสื่อสาร และการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หรือแม้กระทั่งปัจจุบันกลุ่มลูกค้าส่วนมากยังมีการค้นหาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบขณะตัดสินใจซื้อสินค้าที่หน้าร้านเช่นเดียวกัน

ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เพิ่มโอกาสให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ค้นหาและเข้าถึงสินค้าที่จำหน่ายในร้านผ่านอุปกรณ์ และช่องทางต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้น เช่น

ลูกค้าที่กำลังสนใจที่จะซื้อชั้นวางหนังสืออันใหม่ อาจเริ่มค้นหาข้อมูลผ่านการใช้โทรศัพท์มือถือ แล้วไปดูข้อมูลเพิ่มเติมรวมถึงรูปสินค้าที่คุณภาพสูงขึ้นผ่านคอมพิวเตอร์ ก่อนตัดสินใจซื้อเดินทางไปดูชั้นวางหนังสือที่ร้าน เพื่อตรวจดูอุปกรณ์จริง และสุดท้ายกลับมาซื้อชั้นวางผ่าน APP ของร้านค้าปลีกนั้นๆ เพราะมีโปรโมชั่น

ซึ่งพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบ omni channel นี้ ทำให้แบรนด์ต้องมีการปรับกลยุทธ์ในการให้ข้อมูล และวิธีการทำการตลาดที่ดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมายที่ซับซ้อนและหลากหลายมายิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถเหนือกว่าคู่แข่งในตลาดได้

ตั้งแต่ปี 2017 | 1 ใน 3 ของรายได้จากการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ มาจากโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นในยุค Mobile-First แบบนี้ธุรกิจค้าปลีก มี 3 สิ่งที่นักการตลาดต้องพิจารณา

  1. Mobile Maturation (การเติบโตของตลาดมือถือ)การเติบโตของตลาดโทรศัพท์มือถือสูงขึ้นทุกปี จะสังเกตได้จากจำนวนของผู้ใช้งานตามสถานที่ต่างๆ ที่มากขึ้น รวมถึงการจับจ่ายซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ก็เกิดได้ทุกที่ ทุกเวลาเช่นเดียวกัน จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกหลายๆ แห่ง เกิดการพัฒนาและเติบโตของช่องทางการขายแบบ Mobile-Commerceในปีที่ผ่านมาจำนวนของยอดขายจากช่องทางโทรศัพท์มือถือมีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นธุรกิจค้าปลีกต้องให้ความสำคัญของการสื่อสารและขายผ่านช่องทางต่างๆ อย่างผสมผสานและไร้รอยต่อ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

  2. APP Adventure (ความท้าทายของตลาดแอพลิเคชั่นนอกจากพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านเว็บบนโทรศัพท์มือถือ ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายเริ่มมีการซื้อสินค้าผ่าน Application ของแบรนด์มากขึ้น เพราะง่าย และสะดวกกว่าการซื้อผ่านเว็บไซต์ ดังนั้นการพัฒนาช่องทางการขายผ่าน Application เป็นอีกก้าวต่อไปของการทำ Omni-Channel ที่น่าสนใจ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการขายและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการที่เปลี่ยนไปมากขึ้น
  3. Omnichannel Opportunity (โอกาสของการตลาดแบบไร้รอยต่อ)

    ปัจจุบันลูกค้ามีพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนแปลงวิธีการในการซื้อสินค้าทั้งจากออนไลน์ และออฟไลน์ รวมถึงในแต่ละช่องทางนั้นมีวิธีการที่หลากหลายมากขึ้น ดังนั้นธุรกิจค้าปลีกต้องเร่งปรับกลยุทธ์ในการเชื่อมทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ผ่านการสร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

สรุปแล้ว เมื่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าของกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนแปลงไป ในมุมของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการและเพิ่มโอกาสในการเติบโตในอนาคตด้วย

ทำไมการตลาดแบบ location-based จึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจค้าปลีกต้องมีในปี 2018

หลายๆ ธุรกิจได้มีการนำ location-based ไปเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดกันบ้างแล้วโดยเฉพาะธุรกิจที่มีหน้าร้าน ด้วยจุดประสงค์ในการทำการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เชื่อมการทำกิจกรรม การซื้อสินค้าบนโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน  สำหรับในปีนี้ Location-Based ก็ยังคงมีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่องและเป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจไม่ควรพลาด ด้วย 4 เหตุผลดังนี้

Location-Based ให้ประสบการณ์แบบ Omni Channel กับกลุ่มเป้าหมาย

ในขณะที่การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มีสูงขึ้นในทุกๆ ปี กลุ่มลูกค้าก็ยังมีการซื้อสินค้าผ่านหน้าร้านอยู่อย่างไม่ขาด ทำให้ช่องทางการขายผ่านหน้าร้านยังเป็นช่องทางหลักอยู่พอสมควร

ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่มีหน้าร้านอยู่แล้ว ธุรกิจ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ เช่น Alibaba, Amazon ก็เริ่มพาร์ทเนอร์กับกลุ่มธุรกิจหลายๆ แห่ง เพื่อทำการเปิดขยายสาขาแบบหน้าร้านให้เกิดขึ้น เช่น Amazon ได้มีการรวมธุรกิจกับซุปเปอร์มาร์เกตแบบออแกนิก เครือของ Whold Foods เพื่อทำการเปิดเป็นร้านค้าปลีกที่แรกใน Seattle เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

amazonxwholefood

Photo Credit : AndriodCentral


ด้วยเทรนด์นี้ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกต้องเริ่มปรับตัว และปรับความคิดในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในร้านให้กับลูกค้า เพื่อเพิ่มการปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและแบรนด์ให้เกิดขึ้น ทั้งนี้รวมไปถึงการนำกลยุทธ์การสร้างประสบกาณ์ที่สะดวกสบายแบบเช่นเดียวกับการซื้อสินค้าออนไลน์มาใช้ที่หน้าร้านด้วยเช่นกัน

เห็นได้ชัดว่าโลกออนไลน์และออฟไลน์ไม่ได้แยกจากกันอีกต่อไป ยังมีการผสานเข้ากันมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจค้าปลีกที่จะวางกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ที่ช่วยเพิ่มจำนวนของกลุ่มเป้าหมายที่หน้าร้าน และการมีส่วนเริ่มเพิ่มเติมที่หน้าร้านด้วย เช่น การทำกิจกรรมออนไลน์ และมารับสินค้าตัวอย่างที่หน้าร้าน เป็นต้น

เข้าถึง insight ของกลุ่มเป้าหมายผ่านการค้นหาข้อมูล และสถานที่ที่เคยไป

โดยปกติเราใช้ Smartphone ในการทำกิจกรรมต่างๆ กันไปในแต่ละวัน เช่น
ดูข้อมูลเวลาเปิดปิดของร้านอาหาร หรือร้านค้า
ดูข้อมูลตำแหน่งร้านค้า
ดูเส้นทางไปยังร้านค้า
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า
กดรับส่วนลด หรือโปรโมชั่นพิเศษ

ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้สามารถให้ข้อมูลที่แสดงถึงพฤติกรรมของลูกค้า ช่วยทำให้แบรนด์ทราบถึงความสนใจ รวมถึงพฤติกรรมในการซื้อสินค้า ของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และสามารถทำการตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายได้เฉพาะเจาะจง และส่งโปรโมชั่นที่ลูกค้าสนใจได้ตรงขึ้น

เจาะกลุ่มเป้าหมายผ่านพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือือ

ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายต้องการรับโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษจากแบรนด์ต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยที่กลุ่มธุรกิจค้าปลีกหลายๆ แห่งยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับการสื่อสารผ่านทางช่องทางเหล่านี้

โทรศัพท์มือถือเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อโลกดิจิตัลเข้ากับโลกออฟไลน์ได้ดีทีเดียว เพราะโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวสามารถบ่งบอกถึงความเป็นส่วนตัวเฉพาะบุคคล และยังเป็นการเชื่อมต่อพฤติกรรมของบุคคลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นบนโลกออฟไลน์และออนไลน์ด้วย

ดังนั้นเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับกลุ่มธุรกิจค้าปลีกในกาารเพิ่มจำนวนลูกค้าที่หน้าร้าน เพิ่มโอกาสสร้างยอดขาย ด้วยการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์

ให้ประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมาย

ในการทำธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันสูง การที่จะโดดเด่นและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ต้องมีการสื่อสารแบบเฉพาะเจาะจง ทั้งประสบการณ์การซื้อสินค้า และโปรโมชั่นต่างๆ

การตลาดแบบ Location-Based ช่วยทำให้ นักการตลาดแบบธุรกิจค้าปลีก สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตามประเภทของลูกค้า เช่น เป็นลูกค้าอยู่แล้ว,  ยังไม่ได้เป็นลูกค้า รวมถึงลูกค้าที่มีการซื้อสินค้าจากคู่แข่งบ่อยๆ

แพลตฟอร์มที่กล่าวถึงนี้คือ Geo-fencing ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้นักการตลาดสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ทันที ในพื้นที่แบบเจาะจง ด้วยข้อความเฉพาะบุคคล และโปรโมชั่นเฉพาะบุคคล เท่านั้น

 

นี่คือ 4 เหตุผลของเทรนด์การตลาดแบบ location-based ที่คนทำธุรกิจต้องมี เพราะการดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการเจาะกลุ่มเป้าหมายด้วยกลยุทธ์แบบ location – based เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจในการเก็บข้อมูลพฤติกรรม เพื่อนำมาทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง ช่วยให้แบรนด์เข้าใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากกว่าเดิม