ทำไมการตลาดแบบ location-based จึงเป็นสิ่งที่ธุรกิจค้าปลีกต้องมีในปี 2018

หลายๆ ธุรกิจได้มีการนำ location-based ไปเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดกันบ้างแล้วโดยเฉพาะธุรกิจที่มีหน้าร้าน ด้วยจุดประสงค์ในการทำการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เชื่อมการทำกิจกรรม การซื้อสินค้าบนโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน  สำหรับในปีนี้ Location-Based ก็ยังคงมีความน่าสนใจอย่างต่อเนื่องและเป็นสิ่งที่คนทำธุรกิจไม่ควรพลาด ด้วย 4 เหตุผลดังนี้

Location-Based ให้ประสบการณ์แบบ Omni Channel กับกลุ่มเป้าหมาย

ในขณะที่การซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มีสูงขึ้นในทุกๆ ปี กลุ่มลูกค้าก็ยังมีการซื้อสินค้าผ่านหน้าร้านอยู่อย่างไม่ขาด ทำให้ช่องทางการขายผ่านหน้าร้านยังเป็นช่องทางหลักอยู่พอสมควร

ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่มีหน้าร้านอยู่แล้ว ธุรกิจ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ เช่น Alibaba, Amazon ก็เริ่มพาร์ทเนอร์กับกลุ่มธุรกิจหลายๆ แห่ง เพื่อทำการเปิดขยายสาขาแบบหน้าร้านให้เกิดขึ้น เช่น Amazon ได้มีการรวมธุรกิจกับซุปเปอร์มาร์เกตแบบออแกนิก เครือของ Whold Foods เพื่อทำการเปิดเป็นร้านค้าปลีกที่แรกใน Seattle เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

amazonxwholefood

Photo Credit : AndriodCentral


ด้วยเทรนด์นี้ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกต้องเริ่มปรับตัว และปรับความคิดในการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในร้านให้กับลูกค้า เพื่อเพิ่มการปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและแบรนด์ให้เกิดขึ้น ทั้งนี้รวมไปถึงการนำกลยุทธ์การสร้างประสบกาณ์ที่สะดวกสบายแบบเช่นเดียวกับการซื้อสินค้าออนไลน์มาใช้ที่หน้าร้านด้วยเช่นกัน

เห็นได้ชัดว่าโลกออนไลน์และออฟไลน์ไม่ได้แยกจากกันอีกต่อไป ยังมีการผสานเข้ากันมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจค้าปลีกที่จะวางกลยุทธ์การทำการตลาดออนไลน์ที่ช่วยเพิ่มจำนวนของกลุ่มเป้าหมายที่หน้าร้าน และการมีส่วนเริ่มเพิ่มเติมที่หน้าร้านด้วย เช่น การทำกิจกรรมออนไลน์ และมารับสินค้าตัวอย่างที่หน้าร้าน เป็นต้น

เข้าถึง insight ของกลุ่มเป้าหมายผ่านการค้นหาข้อมูล และสถานที่ที่เคยไป

โดยปกติเราใช้ Smartphone ในการทำกิจกรรมต่างๆ กันไปในแต่ละวัน เช่น
ดูข้อมูลเวลาเปิดปิดของร้านอาหาร หรือร้านค้า
ดูข้อมูลตำแหน่งร้านค้า
ดูเส้นทางไปยังร้านค้า
ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า
กดรับส่วนลด หรือโปรโมชั่นพิเศษ

ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้สามารถให้ข้อมูลที่แสดงถึงพฤติกรรมของลูกค้า ช่วยทำให้แบรนด์ทราบถึงความสนใจ รวมถึงพฤติกรรมในการซื้อสินค้า ของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และสามารถทำการตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายได้เฉพาะเจาะจง และส่งโปรโมชั่นที่ลูกค้าสนใจได้ตรงขึ้น

เจาะกลุ่มเป้าหมายผ่านพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือือ

ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายต้องการรับโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษจากแบรนด์ต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยที่กลุ่มธุรกิจค้าปลีกหลายๆ แห่งยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับการสื่อสารผ่านทางช่องทางเหล่านี้

โทรศัพท์มือถือเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมต่อโลกดิจิตัลเข้ากับโลกออฟไลน์ได้ดีทีเดียว เพราะโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวสามารถบ่งบอกถึงความเป็นส่วนตัวเฉพาะบุคคล และยังเป็นการเชื่อมต่อพฤติกรรมของบุคคลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นบนโลกออฟไลน์และออนไลน์ด้วย

ดังนั้นเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับกลุ่มธุรกิจค้าปลีกในกาารเพิ่มจำนวนลูกค้าที่หน้าร้าน เพิ่มโอกาสสร้างยอดขาย ด้วยการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์

ให้ประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมาย

ในการทำธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันสูง การที่จะโดดเด่นและดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ต้องมีการสื่อสารแบบเฉพาะเจาะจง ทั้งประสบการณ์การซื้อสินค้า และโปรโมชั่นต่างๆ

การตลาดแบบ Location-Based ช่วยทำให้ นักการตลาดแบบธุรกิจค้าปลีก สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตามประเภทของลูกค้า เช่น เป็นลูกค้าอยู่แล้ว,  ยังไม่ได้เป็นลูกค้า รวมถึงลูกค้าที่มีการซื้อสินค้าจากคู่แข่งบ่อยๆ

แพลตฟอร์มที่กล่าวถึงนี้คือ Geo-fencing ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้นักการตลาดสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ทันที ในพื้นที่แบบเจาะจง ด้วยข้อความเฉพาะบุคคล และโปรโมชั่นเฉพาะบุคคล เท่านั้น

 

นี่คือ 4 เหตุผลของเทรนด์การตลาดแบบ location-based ที่คนทำธุรกิจต้องมี เพราะการดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการเจาะกลุ่มเป้าหมายด้วยกลยุทธ์แบบ location – based เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจในการเก็บข้อมูลพฤติกรรม เพื่อนำมาทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง ช่วยให้แบรนด์เข้าใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากกว่าเดิม

 

 

 

เมื่อเทคโนโลยี payment ไม่ใช่แค่การชำระเงินอีกต่อไป...

เมื่อเทคโนโลยี payment ไม่ใช่แค่การชำระเงินอีกต่อไป แต่คือการโปรโมทแบรนด์ของคุณให้เป็นที่รู้จัก..

Starbucks ที่ญี่ปุ่นได้ร่วมกับ Beam แบรนด์แฟชั่น ในการออกแบบ “Starbucks Touch the Drip” ลักษณะเป็นที่ห้อยกระเป๋า พวงกุญแจ แทนการใช้บัตรสมาชิกท่ัวไป สามารถใช้ชำระเงินได้ง่ายสะดวก แค่เอาไปแตะตรงจุดจ่ายเงิน ก็สามารถชำระเงินได้ แล้ว

เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการผสมผสานเทคโนโลยีกับไลฟ์สไตล์ สร้างเป็นการตลาดที่แสดงให้ถึงการเชื่อมต่อของออนไลน์และออฟไลน์ได้น่าสนใจ เพราะนอกจากช่วยลดขั้นตอนการชำระเงินที่ไม่ต้องหยิบบัตร เปิดแอป แค่หยิบพวงกุญแจแล้วแตะชำระ ก็จบขั้นตอน แถมยังได้โปรโมทแบรนด์อีกด้วย

อีกหนึ่งก้าวที่น่าสนใจที่แบรนด์ต่างๆ ถ้านำไปปรับใช้อาจเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างของแบรนด์คุณได้เลยทีเดียว

ลองดูวิดีโอและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

ประสบการณ์ช้อปแบบใหม่ ดึงดูดใจด้วย AR Technology

จะเป็นอย่างไรถ้าการช้อปปิ้งของคุณสนุกกว่าเดิมด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีอย่าง AR?

ในวันที่โลกออนไลน์และออฟไลน์ไม่ได้มาคู่ขนานกันต่อไป ทุกสิ่งเชื่อมต่อกันอย่างไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านเครื่องมือทางการตลาดอย่าง SMS Marketing , QR Code หรือ การรักษากลุ่มลูกค้าผ่านแพลตฟอร์ม CRM ที่ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้เพียงผ่านมือถือแค่เครื่องเดียว

ประเทศจีนได้มีการเริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการกระตุ้น ให้วัยรุ่นจีนลดความเข้มข้นในการช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านเวป e-commerce อย่าง Alibaba ออกมาช้อปปิ้งที่โลกออฟไลน์มากขึ้น

บริษัท Start Up ชื่อ “Coolhobo”  ได้สร้าง Application ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยช้อปปิ้งได้อย่างน่าสนใจผ่าน AR Technology โดย Supermarket ใหญ่อย่าง Ole’ และ BLT ได้เข้ามามีบทบาทและร่วมพัฒนากับ Coolhobo ในการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งออฟไลน์รูปแบบใหม่ ที่รับรองว่าไม่สามารถช้อปปิ้งแบบนี้บนโลกออนไลน์ได้

ในแอพประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ
.
1. ส่วนที่ให้คำแนะนำในการช้อปปิ้งที่ Supermarket ทั้งแนะนำเส้นทางที่สั้นทีสุดในการซื้อสินค้าตามรายการ, เวลาในการช้อปปิ้งตาม list สินค้า เป็นต้น
2. ส่วนที่แนะนำเรื่องสินค้า ทั้งข้อมูลหลัก รวมถึงประวัติ และ VDO โฆษณา
3. และส่วนที่เกี่ยวกับ Lifestyle ทั้งการดูรีวิว, เล่นเกมเพื่อค้นหาสินค้าใหม่ๆ และสะสมคูปองทำโปรโมชั่น เป็นต้น
.
โดยทั้งสามส่วนนี้คาดหวังว่าจะทำให้คนรุ่นใหม่ที่ช้อปออนไลน์ยอมผละตัวเองออกมาสู่ห้างร้านจริงๆมากขึ้น คงจะน่าสนใจมากหากวิวัฒนาการนี้ได้ถูกนำมาใช้จริงจังทั้งจีนและบ้านเรา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ App นี้ : https://www.coolhobo.com/en/home#about

Video ตัวอย่างการใช้งานใน Supermarket : 

[EGGClusive Talk] สรุปงาน O2O for eTailers พร้อมสไลด์สำหรับดาวน์โหลด

จบไปแล้วกับงาน O2O for eTailers ที่ EGG Digital จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 ซึ่งได้รับความสนใจจนทำให้ที่นั่งเต็มภายใน 3 วันแรกที่เปิดรับสมัคร งานนี้ต้องขอขอบคุณทุกท่าน รวมไปถึงผู้เข้าร่วมสัมมนา และ Speaker รับเชิญทุกคน

บริการจาก EGG Digital — Smart POS, LINE@, SMS

เนื้อหาหลักจะถูกแบ่งเป็น 2 ช่วง ซึ่งช่วงแรกจะเป็นการอัพเดทเทรนด์ทางด้านดิจิทัล และเครื่องมือในการทำการตลาด สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกยุคใหม่ที่ต้องรู้ ส่วนช่วงที่สองจะเป็นช่วงการเสวนาในหัวข้อ O2O and Marketing Strategy

งานนี้มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจบ้าง ทีมงาน EGG Digital ได้สรุปทั้ง 2 ช่วงมาฝากกันในบทความนี้


“Digital Marketing / Marketing Tools for Retailers”

โดย คุณธนานันท์ อรุณรักษ์ติชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ weloveshopping.com

คุณธนานันท์ อรุณรักษ์ติชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ weloveshopping.com

• ธุรกิจแต่ละประเภทจะต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมของลูกค้าของตัวเอง รวมไปถึงการใช้ข้อมูลจำนวนมาก หรือ Big Data ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ O2O และสามารถคาดเดาความต้องการของลูกค้าได้
• หากคุณคิดจะทำเว็บไซต์ของธุรกิจ ให้ทำเป็น Responsive Web Design ที่สามารถปรับเปลี่ยนหน้าจอไปตาม Device ที่ใช้ได้ เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคใช้โทรศัพท์มือถือในการค้นหาข้อมูลเป็นหลัก
• ไม่ใช่แค่สังคมไร้เงินสด แต่เป็นสังคมไร้บัตร เพราะทุกอย่างจะอยู่บนโทรศัพท์มือถือทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเพื่อติดต่อสอบถาม สะสมคะแนน และระบบจ่ายเงิน ผ่าน QR Code
• ในปัจจุบัน Location Data และ GPS Technology มีความแม่นยำมากขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อธุรกิจของคุณที่ต้องปัก Pin ใน Online Maps ให้ถูกต้อง
• ความคาดหวังของลูกค้าต่อร้านค้า Brick and Mortar คือการพูดคุยและการแนะนำ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญในการให้ข้อมูลอยู่ด้วย
• Personalization คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษ และแสดงความเป็นตัวตนของลูกค้าออกมาทางการใช้แบรนด์นั้นๆ

Download : Digital Marketing Tools for Retailers


“O2O and Marketing Strategy”

โดยได้รับเกียรติจาก
• คุณ